The Invoker: Subject 2: Confront

posted on 17 Feb 2008 19:27 by angeles13th  in Novel

 

 

The Invoker

By: Lost Angeles

 

Subject 2: Confront – เผชิญหน้า

 

                ในปีคริสตศักราช 2100 ภายหลังจากการฟื้นตัวของมนุษย์ชาติ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนโลกอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาเกือบ 100 ปี ได้ทำให้ประชากรมนุษย์บนโลกเหลืออยู่เพียง 1 ใน 10 ความเจริญและวิทยาการต่างๆ หยุดชะงักลงเนื่องจากความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ได้รวมตัวกันอีกครั้งและก่อสร้างบ้านเมืองกันใหม่ เมืองหลวงเดิมของหลายประเทศถูกทะเลกลืนหายไปจากแผนที่โลก หมู่เกาะเกรทบริเตน ตอนนี้อยู่ใต้ผืนทะเลอันกว้างใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว             ประเทศที่อยู่ในที่ราบลุ่มส่วนใหญ่ แทบไม่เหลือดินแดนอยู่เลย ทวีปออสเตรเลียตอนนี้กลายเป็นทะเลทรายไปทั้งทวีปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าจะอย่างไร มนุษยชาติก็ไม่ยอมแพ้ แต่ละประเทศต่างพยายามเอาตัวรอดให้ได้ภายใต้สภาวะปัจจุบันนี้

 

                ซิโอ... ซิโอ... ซิโอฟื้นแล้วค่ะคุณพ่อ คุณแม่ ดีใจจังเลย ซิโอนีลซึ่งคอยเฝ้าซิโออยู่ในตอนนี้รีบบอกพ่อแม่ของซิโอ พ่อแม่ของซิโอรีบถลาเข้ามาดูลูกรักของตนที่บาดเจ็บสาหัสนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล 

                พ่อ... แม่...

                จ้ะ แม่อยู่นี่ เป็นอะไรมากมั้ยลูก เจ็บมากมั้ยลูก แม่... แม่...โฮๆๆๆ แม่ของซิโอที่เฝ้าลูกรักของตนอยู่ทั้งคืน กลั้นน้ำตาแห่งความดีใจและเสียใจของเธอไม่ไหวอีกต่อไป ตอนนี้ทั้งพ่อ แม่และนีลดูท่าทางอิดโรยเหลือเกิน ผ่านไปสักครู่พยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง

                คนไข้ฟื้นแล้วเหรอคะ คุณหมอบอกว่า อาการของลูกคุณอยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ แต่คงต้องพักอยู่ที่นี่อีกซักพัก เพราะว่าบาดแผลยังไม่หายดี คุณพ่อคุณแม่ไปพักผ่อนบ้างเถอะค่ะ ลูกของคุณไม่เป็นอะไรแล้ว

               

                เหตุการณ์ในคืนนั้น หลังจากที่ซิโอสลบไปต่อหน้าต่อตาของนีล เธอพยายามตั้งสติ และติดต่อพ่อแม่ของเธอให้ออกมารับพวกเธอไปโรงพยาบาล  อันธพาลทั้ง 4 คนถูกตำรวจจับกุมไปตามคำให้การของนีล เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง เธอติดต่อหาพ่อแม่ของซิโอให้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น พ่อแม่ของซิโอรีบรุดมาโรงพยาบาลทันที และอยู่เฝ้าซิโอด้วยกันทั้งคืน นีลกลับไปที่บ้านพร้อมกับพ่อแม่ของเธอ และมาเยี่ยมซิโอในวันรุ่งขึ้น

 

                เมื่อซิโอหายดีและออกจากโรงพยาบาลแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างกลับสู่ปกติอีกครั้ง และเด็กทั้งสองหันกลับมาใส่ใจกับเรื่องการเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเขตนี้แทน  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงติดค้างในใจของซิโอ ภาพของเหตุการณ์คืนนั้น ยังติดตรึงอยู่ในใจของซิโอ  แต่ว่าในตอนนี้เขายังมองเห็นทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ไม่มีตัวเลขอะไรวนเวียนอยู่รอบสายตาของเขาเหมือนอย่างครั้งนั้นอีก  หรือว่าเขาจะคิดไปเองกันนะ

 

                ณ เมืองเนโอโตเกียว เมืองที่พวกเขาทั้งสองอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของพื้นที่บนหมู่เกาะญี่ปุ่นที่ยังไม่ถูกทะเลกลืนหายไป แต่เมืองนี้ไม่ได้เป็นเมืองที่มีแต่ชาวอาทิตย์อุทัยอาศัยอยู่เหมือนเช่นเคยอีกต่อไปแล้ว  มนุษย์ชาติเมื่อราวเกือบ 100 ปีก่อน ได้ทยอยย้ายหลักแหล่งถิ่นฐานของตนสู่แผ่นดินใหม่ในที่ราบสูง ประเทศเกือบทุกประเทศในโลกตอนนี้เกือบเป็นหนึ่งเดียวกันหมดแล้ว และเวลาเกือบ 100 ปี ได้ผสมผสานเอาวัฒนธรรมของทุกชาติ ผ่านการบ่มด้วยกาลเวลาจนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่กลืนเอาวัฒนธรรมของหลายๆ ชนชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน

               

                ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหล่าเด็กนักเรียนต่างเตรียมตัวที่จะเข้าศึกษายังมหาวิทยาลัยของแต่ละภูมิภาคในโลก และสำหรับมหาวิทยาลัยเนโอโตเกียวนั้น จัดว่าเป็นมหาวิทยาลัยสำคัญแห่งหนึ่งของโลกในตอนนี้ มีนักศึกษามากมายในหลายภูมิภาคที่เข้ามาหาความรู้ในดินแดนอารยแห่งนี้ จึงทำให้มีนักศึกษากว่า 70,000 คนมาเข้าศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ ทุกแขนงด้วยมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 3,000 คนเป็นผู้ให้ความรู้ แต่ผู้ที่จะเข้าศึกษาที่นี่ได้นั้น ก็นับว่าต้องเป็นคนที่มีความรู้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

 

                ซิโอและนีล ได้เข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยเนโอโตเกียวแห่งนี้  ซิโอเข้าคณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเขานั้นชื่นชอบและหลงใหลในตัวเลขมาตั้งแต่ยังเล็ก  ส่วนนีลนั้นเข้าศึกษาต่อยังคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาศาสตร์ประยุกต์ ดังที่นีลเองก็เป็นคนหลงใหลในตัวหนังสือไม่แพ้กัน และเธอยังสนใจวัฒนธรรมต่างๆ ของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอีกด้วย  แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาและเธอจะต้องแยกกันเดินไปคนละเส้นทางแล้ว  แม้ว่าจะได้ศึกษาอยู่ที่เดียวกันก็ตาม

 

                หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ซิโอไม่ได้ไปไหนมาไหนกับนีลเสมอเหมือนแต่ก่อน แต่เขาสองคนก็ยังเจอกันอยู่เรื่อยๆ แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเขาถูกจับตาดูอยู่เกือบตลอดเวลา แต่ก็ไม่มีเรื่องน่าสงสัยใดๆ เกิดขึ้นกับตัวเขาเลย จึงไม่ได้เอะใจอะไรนัก และคิดว่าตนคงคิดไปเอง

วันนี้ในขณะที่เขาเดินกำลังทางกลับบ้าน และกำลังยืนรอสัญญาณไฟข้ามถนนอยู่นั้น

                แม่ดูสิน่ารักมั้ยคะ ตุ๊กตาตัวนี้ของหนู คุณพ่อซื้อให้หนู หนูดีใจจังเลยค่ะแม่ เด็กน้อยอดที่จะเห่อชื่นชมของขวัญชิ้นใหม่ในมือตนไม่ได้

                จ้าๆ ถือไว้ดีๆ นะ แล้วก็เดี๋ยวเราจะข้ามถนนกันแล้วนะจ๊ะ จับมือแม่ไว้ดีๆ นะ

                ค่ะเด็กน้อยรับคำอย่างไร้เดียงสา

                เมื่อสัญญาณไฟแดงสว่างขึ้น ในขณะที่ผู้คนกำลังข้ามถนนนั้น  เด็กน้อยถูกชายวัยกลางคนชนเข้า จนตุ๊กตาของเธอหลุดจากมือหล่นอยู่กลางถนน  มือของเด็กน้อยพลัดหลุดจากแม่ของเธอ เด็กน้อยหวงของขวัญล้ำค่าของตนและพยายามหาตุ๊กตานั้นท่ามกลางผู้คนที่เดินข้ามถนนอยู่ เมื่อสัญญาณไฟเขียวสว่างขึ้น เด็กน้อยเห็นตุ๊กตาของตนตกอยู่ไม่ไกลจึงวิ่งถลาย้อนกลับมาอยู่กลางถนนหวังจะรีบเก็บตุ๊กตาตัวนั้น แล้วกลับไปหาแม่ของตน แต่รถยนต์ที่เพิ่งพ้นจากไฟแดงมานั้น ออกตัวด้วยความเร็ว ทำให้ไม่สามารถหักหลบได้ทันจึงพุ่งเข้าหาเด็กน้อยราวกับจะชนให้ตายอยู่ตรงนั้น

                ลูก ไม่นะ กรี๊ด......” เสียงกรีดร้องของแม่เด็กน้อยลั่นขึ้นอย่างสิ้นหวัง แต่แล้วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขนของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พุ่งเข้าไปช่วยเธอเอาไว้อย่างเฉียดฉิว และกำลังพาข้ามถนนกลับมาหาแม่ของเด็กน้อย

                โอ้ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณเธอมากจริงๆ ขอบคุณ โฮๆๆๆๆ แม่เด็กน้อยเสียขวัญเข้าโผกอดลูกของตนแล้วกล่าวขอบคุณเด็กหนุ่มอย่างไม่เป็นภาษา

                ซิโอต้องประหลาดใจอีกครั้งกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ช่วยยืนยันเรื่องประหลาดในคืนนั้น  เด็กหนุ่มเดินงุนงงต่อไป ภาพในดวงตาของเขากลับเป็นอย่างเดิมอีกครั้ง ตัวเลขที่เห็นอยู่เมื่อครู่นี้ หายไปหมดอย่างประหลาด

                เอาอีกแล้วซิเนี่ยเรา จู่ๆ ก็เห็นทุกอย่างแบบคราวนั้นอีกแล้ว ถึงจะแค่แวบเดียวก็เถอะ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย หรือว่าเราจะเรียนมากไป เอาเถอะ อย่างน้อยก็ช่วยคนไว้ได้หละนะ

                ในจังหวะที่เด็กหนุ่มรำพึงกับตนอยู่  เขาก็เหลือบไปเห็นของแข็งรูปร่างประหลาด พุ่งเข้าใส่หัวของเขา เขาเอี้ยวตัวหลบได้ทัน เป็นอีกครั้งที่เขาเห็นเหตุการณ์โดยทุกอย่างมีสมการและตัวเลขกำกับอยู่อย่างประหลาด  วัตถุก้อนนั้นพุ่งชนรถที่จอดอยู่เบื้องหลังบุบเป็นรอย  วัตถุที่ลอยมานั้นหน้าตาราวกับก้อนหินขนาดเท่ากำมือนี่เอง แต่ที่แปลกคือ มันโปร่งแสงออกขาวขุ่นหน่อยๆ จนเกือบจะโปร่งใสไปด้วยซ้ำ ซิโอหันหน้าไปยังต้นทิศทางของวัตถุประหลาดนั้น

                ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ต้องได้อย่างนี้สิถึงจะสมกับที่จับตาดูหน่อย

                แกเป็นใคร ซิโอกล่าวถามกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์

                ก็เป็นเพื่อนนายไงหละ ไม่อย่างนั้นจะทำแบบนี้ได้เหรอ พูดแล้ว เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเจ้าของต้นเสียงเมื่อครู่ก็ยื่นมือออกมากลางอากาศ แล้วก้อนวัตถุประหลาดก็ก่อตัวขึ้นในมือของเขา เขากว้างมันใส่ซิโออีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ก้อนเดียวอีกแล้ว เขาปามันมาเป็นชุดอย่างรวดเร็ว

                ซิโอหลบหลีกวัตถุที่พุ่งเข้าใส่ตนอย่างต่อเนื่อง เขาคำนวณทิศทางที่มันพุ่งเข้ามาได้ก็จริง แต่ก็เต็มกลืนเหลือเกินที่จะหลบได้หมด เขาพลาดท่าถูกเข้าก้อนหนึ่งที่สีข้างทรุดลงหน่อยหนึ่ง เด็กหนุ่มอีกคนนั้นหยุดมือลง

                ตกลงว่านายทำอะไรได้กันแน่เนี่ย เอาแต่หลบอยู่อย่างเดียวแบบนี้ มันน่ารำคาญนัก

                ซิโอเห็นท่าไม่ดีถ้าจะเอาแต่หลบอยู่แบบนี้ เขาจึงพุ่งเข้าไปคว้าก้อนวัตถุเหล่านั้นมาไว้ในมือสามสี่ก้อนแล้วพุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มตรงหน้า หมายจัดการให้สิ้นฤทธิ์เสีย

                จะทำอะไรได้ฮึ ของเล่นแค่นั้น ว่าแล้วเด็กหนุ่มคนนั้นก็ขว้างวัตถุประหลาดใส่ซิโอต่ออีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ซิโอขว้างก้อนวัตถุในมือสกัดสิ่งที่พุ่งตรงใส่เขา เปิดทางให้ซิโอเข้าประชิดตัวเด็กหนุ่มคนนั้นได้สำเร็จ ซิโอง้าวหมัดที่กำวัตถุนั้นไว้ก้อนหนึ่งแล้วฟาดหมัดใส่เด็กหนุ่มเบื้องหน้าหมายจะให้สลบในครั้งเดียว

                เฮ่ย

                ว่าแล้วแทนที่เด็กหนุ่มคนนั้นจะมีท่าทางตกใจดังคำพูดเมื่อครู่ เขากับแสยะยิ้มแล้วแบมือวาดออกไปในอากาศเบื้องหน้าตน กำแพงโปร่งแสงปรากฏขึ้นกลางอากาศตามรอยมือที่เขาวาดออกไป เขาดันมันเข้าปะทะกับซิโอและรับการจู่โจมของซิโอเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ซิโอยังคงยันกำแพงนั้นไว้และเขม่นหน้าใส่เด็กหนุ่มเบื้องหน้าตน

                จะทำอะไรเหรอเพื่อน ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

 

 

 

               

 

edit @ 19 Feb 2008 02:06:32 by Angeles